“คริส พีรวัส” เล่าละเอียด วินาทีรถหรูพลิกคว่ำ! พ่อแม่ขอเด็ดขาด ไม่ให้ขับรถแล้ว

สืบเนื่องจากกรณีที่ รถหรูของพระเอกหนุ่มชื่อดัง คริส-พีรวัส แสงโพธิรัตน์ ประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำ บริเวณ ถ.สุคันธสวัสดิ์ ซึ่งสร้างความตกอกตกใจให้กับแฟนคลับแฟนละครเป็นจำนวนมาก ก่อนที่เจ้าตัวจะออกมาโพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม @kristtps ให้ทุกคนได้คลายความเป็นห่วง

ล่าสุดในงาน GMMTV 2022 : BORDERLESS ทางด้าน คริส พีรวัส ที่เดินทางมาร่วมงานนี้เช่นกัน ก็ได้ถือโอกาสอัปเดตรายละเอียดเพิ่มเติมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสื่อมวลชน โดยเจ้าตัวเผยว่า

“คือพอดีผมกำลังกลับจากที่ทำงาน ซึ่งตรงนั้นมันเป็นเขตชุมชน เพราะฉะนั้นการขับรถของผมมันจึงไม่เร็วอยู่แล้ว ผมทราบดีเพราะเป็นเส้นทางที่ผมใช้เป็นประจำ ความเร็วก็อยู่ที่ประมาณ 40-60 ประมาณนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าเท่าไหร่ แต่อยู่ในขอบเขตนี้อย่างแน่นอน“

“และก็ในส่วนที่หลายคนสงสัยว่ามันพลิกได้ยังไง ผมบอกจริงๆ เลยว่า มันเป็นความซวยของผมเอง เพราะว่าผมเจอสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้า แล้วผมขับผมมองไกลกว่าใกล้ แล้วเราเหลือบไปเห็นถนนใกล้ และเราเห็น ผมก็ยังไม่แน่ใจนะครับ ณ ตอนนี้ว่ามันคืออะไร แต่เราเลือกที่จะหัก เพราะว่าตอนแรกเข้าใจว่าเป็นของแข็ง ผมก็กลัวว่าเดี๋ยวมันจะกระทบกับช่วงล่าง เราเลยหักซ้ายปุ๊บ แล้วเหมือนกับว่าเราอ่ะกินเลนซ้ายไปแล้วนิดหนึ่งอยู่แล้ว พอเราหักซ้ายแค่นิดเดียว มันเข้าไปชนกับล้อของรถกระบะ สาเหตุที่มันพลิกคือทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากนะครับ”

“ผมเองก็ยังไม่ชัวร์เลยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ที่ผมทราบเพราะว่าหลังจากที่คว่ำแล้วมีพี่พลเมืองดีเขาออกมาช่วย และเขาไปวิเคราะห์ให้ เพราะตอนแรกเขาน่าจะเข้าใจว่าการเจรจาน่าจะไม่ง่ายขนาดนี้ เขาก็เลยมาช่วยเคลียร์ให้ก่อน เขาก็ดูจากจุดชนของทั้งคู่กรณี คุณลุงธีรเดช และก็ของรถผมด้วย เขาก็วิเคราะห์กันออกมาให้ผมฟังว่า คือขับไม่เร็วอย่างแน่นอนเพราะว่าถ้าขับเร็วผมจะกระเด็นไปไกลกว่านี้ คือมันเป็นเหมือนกับว่าผมชนเข้าที่ล้อ และผมก็พลิก ซึ่งการพลิกผมก็ยังอยู่ในเลนของตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นความโชคดีของผมนะครับ เพราะถ้าหากมันเร็วกว่านี้และผมไปอีกเลนหนึ่งซึ่งมีรถสวนมา ก็อาจจะเกิดเรื่องร้ายๆ มากกว่านี้”

“และก็คือมันเป็นล้อรถของรถกระบะ ซึ่งเขาจอดเกียร์ P ไว้เทียบกับฟุตปาธ เพราะฉะนั้นเขาจึงมีฟุตปาธเป็นการเซฟเขาอยู่แล้ว มันเลยเข้าไปอัดและทำให้รถเขานิ่ง กลายเป็นเหมือนเขาเป็นบาเรีย และเราเข้าไปชน เราก็เลยกระเด็นแทน คือถ้าผมเลยไปอีกนิดหนึ่ง ไม่ได้ไปชนล้ออาจจะมีสิทธิ์ที่ไม่พลิก แต่พอมันเป็นล้อกับล้อ ยางกับยาง มันเลยเกิดเหตุการณ์พลิกขึ้น”

คริส พีรวัส แสงโพธิรัตน์

ณ วินาทีนั้น รถคู่กรณีจอดอยู่เฉยๆ ?
“จอดอยู่ครับ และตัวของคุณลุงธีรเดชเขาก็ไม่ได้อยู่ในรถด้วย เขาไปร้านสะดวกซื้อ”

รถคุณลุงเขาเสียหายเยอะไหม ?
“น่าจะเป็นแค่ตรงช่วงล้อ กับรอยรอบๆ ล้อเท่านั้นเองครับ ก็ตอนนี้ผมเจรจากับคุณลุงตั้งแต่วันที่เกิดเหตุละ คือผมจะรับผิดชอบทุกๆ อย่าง ผมจะต้องทำทุกอย่างให้คุณลุงพอใจก่อนเป็นอันดับแรก ว่าคุณลุงมีความต้องการยังไงบ้าง อันนี้เราจะดูแลเต็มที่ครับ และก็ผมขอโทษผู้ที่ขับขี่อยู่แถวๆ นั้นจริงๆ นะครับ ผมรู้สึกผิดมากที่ทำให้รถติดเป็นชั่วโมง ผมรู้สึกแย่จริงๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้นตรงนี้ ผมขอโทษจริงๆ ครับ และหลังจากนี้ผมจะระมัดระวังมากกว่านี้ แต่สิ่งที่ผมได้รับบทเรียนมาก็คือ ในช่วงหลังจากนี้ผมอาจจะยังไม่ขับรถในช่วงนี้นะครับ เพราะว่าคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ให้ขับละ ก็คิดว่าน่าจะดีกว่า และก็ขอบคุณพี่พลเมืองดีมากๆ เลยนะครับ ถ้าพี่ๆ ทุกคนที่ช่วยผมในวันนั้นได้มีโอกาสมาเห็น ให้รับรู้ไว้เลยว่าผมขอบคุณมาก พี่ดีกับผมสุดๆ เลย ผมเลยรู้สึกว่า ผมโชคดีในความโชคร้าย ผมยังหาความรู้สึกดีๆ ได้จากตรงนั้น”

วินาทีที่เหตุการณ์เกิดขึ้น ใจเราคิดอะไร ตกใจมากไหม ?
“คือผมเห็นทุกๆ อย่าง มันแอบเหมือนในหนังนิดหนึ่ง คือของที่อยู่ในรถมันกระจายขึ้น และมันก็หมุน ผมเริ่มเห็นว่าถนนหมุน และตอนที่พลิกก็โชคดีจริงๆ ที่มันไม่แรง รถมันไม่ได้วิ่งมาเร็ว ผมรู้สึกได้ว่าไม่มีอะไรโดนตัวผมเลย ทุกๆ อย่างไม่โดนตัวผมเลย ตอนที่พลิกเสร็จหัวผมก็ยังคว่ำอยู่ คือเข็มขัดนิรภัยเซฟผมไว้แน่นมาก ตัวผมยังติดกับเบาะอยู่เลย”

คริส พีรวัส แสงโพธิรัตน์

ความรู้สึกมันเป็นยังไง ?
“ผมไม่รู้ว่าผมจะอธิบายความรู้สึกตรงนั้นยังไงดี เพราะว่าผมไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เลย คือผมช็อกมาก และก็ผมกลัวว่าจะทำคนอื่นลำบากมากๆ ทั้งคุณพ่อคุณแม่ ทั้งอะไรแบบนี้ และผมก็ต้องขอบคุณด้วย เพราะในความโชคร้ายมันยังมีเรื่องราวดีๆ จริงๆ นะครับ คือเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ทราบ ก็รีบมาหายังจุดเกิดเหตุอย่างเร็วที่สุด และผมก็ต้องขอบคุณพี่ๆ น้องๆ นักแสดงทุกๆ ท่าน คือเพื่อนผมตั้งแต่สมัยอนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย ทุกๆ คน ทักมาถามโทรมาถามผมกันหมด แต่ต้องขอโทษจริงๆ ที่เมื่อวานผมไม่ได้รับสายใครเลย และก็ยังไม่ได้ตอบใครเลยด้วยเพราะว่ายังไม่นิ่งพอ ผมยังเฟลๆ อยู่นิดหน่อย ก็เลยยังไม่ได้ตอบใคร แต่วันนี้พร้อมแล้วที่จะออกมาบอกกับทุกๆ คน และก็ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ส่งกำลังใจมา ที่โทรเข้ามา”

“ผมเป็นอะไรเลยครับ มีแผลถลอกที่หัวเข่า ซึ่งผมอ่ะไปที่โรงพยาบาล ผมก็ทำแผลที่หัวเข่า ซึ่งพอคุณหมอทำแผลให้เสร็จเขาก็บอกว่า แผลที่หัวเข่าไม่มีอะไรเลยนะ แค่ลอยถลอกเล็กๆ ไม่ลึกด้วย สามารถทำแผลเองได้ที่บ้านสบายๆ เลย และเขาก็เหลือบมาเห็นแผลที่นิ้ว เขาก็ทำแผลที่นิ้วให้ และเขาก็บอกว่า แผลนี้น่าเป็นห่วงมากเลยนะ แผลนี้ลึกมาก ห้ามทำแผลเองที่บ้าน ต้องทำแผลที่โรงพยาบาลเท่านั้น เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ต้องดูแลอย่างดี และก็ถามผมว่ารถคว่ำเหรอ ผมก็เลยตอบกลับไปว่า อันนี้น้ำมันกระเด็น (ยิ้ม) ซึ่งเป็นแผลก่อนหน้านี้”

ได้ตรวจร่างกายเพื่อเช็กอาการบาดเจ็บภายในด้วยไหม ?
“มีครับ สแกนหมดทั้งตัวเลยครับ และคุณหมอก็บอกว่าไม่มีอะไรเลย ไม่เป็นอะไรเลย”

หลายคนสงสัยว่าห้อยพระอะไร ?
“มีพระอยู่ในรถองค์หนึ่งครับ แต่พอดีว่าเป็นพระที่กองของพี่ๆ โกลเด้นซองเขาให้มา ผมก็เลยติดไว้ที่รถครับ”

ช่วงนี้ก็เบญจเพสด้วย ?
“ผมเพิ่งจะ 26 ก็…ไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่ ผมขอให้หลังจากนี้ก็ทุกๆ คนเลย รวมทั้งตัวผมด้วย ได้เจอแต่เรื่องราวดีๆ ละกันครับ”

รถของเราเสียหายเยอะไหม ?
“ก็…คือ เหตุผลของคุณพ่อคุณแม่ผม คือท่านไม่อยากให้ผมขับรถแล้ว และก็การซ่อมน่าจะหนักเกินประกัน ซึ่งประกันเขาจะคุ้มครองของคู่กรณีให้ ซึ่งผมก็โอเคกับตรงนั้นละ แต่ในส่วนของรถผมเองอ่ะ หนักมาก และคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่อยากให้ขับ ดังนั้นก็เลยโอเคที่ว่า ขายซากละกัน ก็คงไม่มีรถคันนี้แล้ว เพราะตัวคุณพ่อเองท่านก็กังวลเหมือนกันว่าถ้าหากซ่อมจนเสร็จและขับ เราจะไม่ผวาหรือไม่กลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นใช่ไหม เพราะเราเคยเห็นมันเละมาแล้ว”

มีอะไรอยากบอกแฟนๆ ที่เป็นห่วงเราบ้าง ?
“ผมขอบคุณมากจริงๆ ครับ แฟนๆ เขาตกใจมาก ผมเข้าไปอ่านและผมแบบ ผมคงต้องบอกอะไรเขาสักนิดหนึ่งว่าผมไม่เป็นอะไร และอีกส่วนหนึ่งก็คือ ผมขอขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่าน พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ในวงการทุกๆ  แขนง ทุกๆ คน คอนแทคมาหาผมด้วยความเป็นห่วง แต่ผมก็ต้องขออภัยจริงๆ ที่ผมไม่ได้รับสายและก็ไม่ได้ตอบใครเลย เพราะว่ายังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็เลยอยากถือโอกาสมาพูดจริงจังตรงนี้ด้วยครับ”

เราโอเคใช่ไหมที่จะไม่ขับรถ ?
“คือขนาดเราเป็นคนโทรไปเอง และเราก็บอกกับเขาในสายแล้วว่าเราไม่เป็นอะไรเลย เราสบายมาก แต่รถอ่ะคว่ำนะ แต่พอคุณแม่มาถึงและเขามาเห็นรถ เขาก็ร้องไห้ ซึ่งพอผมเห็นแบบนั้นปุ๊บ ผมก็โอเค ผมไม่ขับดีกว่า”

เรื่องการทำงานหลังจากนี้จะจัดการยังไง ?
“ก็คงต้องใช้วิธีการเดิมครับ อาจจะแบบว่าใช้รถตู้”